กรุณาตอบแบบสอบถาม

กรุณาตอบแบบสอบถาม

ต้องการขายสิ่งของที่ไม่ได้ใช้ในบริษัทหรือโรงงานไหม?
มันคือสิ่งของแบบไหน?

กรุณาตอบแบบสอบถาม

ขอขอบคุณที่ให้ความร่วมมือ

บริการแลกเปลี่ยนข้อมูลการซื้อขาย

จะเปิดให้บริการเร็วๆนี้ !!

Vol.02

2019.01.06

ทำงานอย่างมีสุข

THAI DAIZO AEROSOL CO., LTD. Ms. Chatrat Prommala

[ มีบทความที่ได้รับการแปลเป็นภาษาญี่ปุ่นและภาษาอังกฤษ ]

ความประทับใจแรกของทีมงานเมื่อเข้าเหยียบย่างยังโรงงานของบริษัท ไทย ไดโซ แอโรโซล จำกัด นั่นก็คือ คำกล่าวทักทายและรอยยิ้มอันมีอัธยาศัยของพนักงานทุกคน ดูทุกคนทำงานอย่างมีความสุขและมีมิตรจิตมิตรใจเผื่อแผ่มายังผู้มาเยือน และเมื่อได้พบกับผู้บริหารชาวญี่ปุ่นและชาวไทยของที่นี่ก็เข้าใจได้ถึงความสุขในการทำงานของที่โรงงานแห่งนี้ สืบเนื่องจากทัศนคติของผู้บริหาร แนวนโยบายและวิสัยทัศน์ของบริษัทที่นำ เรื่อง Happy Work Place มาเป็นแนวทางสร้างแรงงานสัมพันธ์ที่ดีระหว่างญี่ปุ่นและไทยจนเป็นที่รู้จัก ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของพนักงานกับนิยาม คำว่า Work-Life Balance

หัวเรือใหญ่แห่งความสุขของพนักงาน

เมื่อได้พบกับพี่แมะ-คุณฉัตรรัตน์ พรหมมาลา ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายทรัพยากรบุคคลและธุรการ ของบริษัท ไทย ไดโซ แอโรโซล จำกัด ทำให้เราเข้าใจทันทีว่า ทำไมพนักงานที่นี่จึงมีความสุข เพราะรอยยิ้มและอัธยาศัยไมตรี รวมถึงความเป็นคนคุยสนุกนั้นได้ส่งผ่านรังสีแห่งความสุขให้เรารับรู้ได้ แค่บทแนะนำตัวแรกว่า… “เรียกพี่ว่า แมะ หรือ มิเอะก็ได้ พี่ไม่ได้เป็นลูกครึ่งอะไรหรอกแต่ที่ตั้งชื่อว่า มิเอะ เพราะคนญี่ปุ่นออกเสียง แมะ ไม่ได้ พอออกเสียงแล้วกลายเป็น ‘แม่’ พอเขาเรียกพี่ก็รู้สึกเขินในใจว่า เรากลายเป็นแม่เขาแล้ว 555 … เพื่อนชาวญี่ปุ่นก็เลยตั้งชื่อญี่ปุ่นให้พี่ว่า มิเอะ เรียกได้ง่าย ความหมายดี เพราะเมื่อเขียนตัวญี่ปุ่นแล้ว มิ แปลว่า สวย เอะ แปลว่า ภาพ ก็จะแปลได้ว่า ภาพที่สวยงาม ด้วยความที่เราไม่ได้เป็นคนสวย พอชื่อเราสวยเราก็รู้สึกได้ว่าเราสวยไปด้วย” พี่แมะพูดอย่างติดตลกให้ได้หัวเราะกันครืน

รู้จักตัวเองเพื่อปูทางอนาคต

พี่แมะได้เล่าถึงประวัติของตัวเองว่าเหตุใดจึงเลือกเรียนภาษาญี่ปุ่น เมื่อครั้งที่ศึกษาต่อชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย พี่แมะเลือกเรียน ศิลป์-ภาษาญี่ปุ่นเป็นรุ่นแรกของโรงเรียนที่เปิดสอน โดยในยุคนั้นการหาเรียนภาษาญี่ปุ่นในระดับชั้นมัธยมปลายเป็นเรื่องที่หาได้ยากมาก ส่วนใหญ่ทุกคนจะเลือกศิลป์-ภาษาฝรั่งเศสหรือไม่ก็ภาษาเยอรมัน พี่แมะรู้ตัวว่า พ่อแม่ก็ไม่ได้มาจากครอบครัวที่มีฐานะหรือมีชื่อเสียง ตัวเองไม่ใช่คนสะสวย ไม่มีความสามารถพิเศษ และเราไม่เก่งเรื่องกีฬาด้วย แต่เราคิดว่าต้องทำอะไรที่แตกต่าง คือ ถ้าเรียนภาษาในอนาคตต้องไปไกลแน่นอน และรู้จักคิดบวกเสมอ มองการณ์ไกลอีกว่าญี่ปุ่นต้องมาลงทุนในไทยเพิ่มขึ้นแน่ ๆ จึงเลือกเรียนศิลป์-ภาษาญี่ปุ่น เป็นกลยุทธ์ของตนเอง

จนกระทั่งสมัยเรียนมัธยมครั้งแรกได้รับคัดเลือกทุนแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมไทยและญี่ปุ่นของกรมสามัญศึกษา ณ เมืองโกเบ จังหวัดเฮียวโงะ ประเทศญี่ปุ่น หลังจากจบมัธยมฯปลาย เป็นนักศึกษาโควต้าเข้าเรียนระดับปริญญาตรี สาขานิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎจันทรเกษม ซึ่งเมื่อปีพ.ศ.2539 ตอนกำลังศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 3 มีโอกาสได้รับคัดเลือกจากมหาลัยราชภัฎทั่วประเทศไทยเป็นตัวแทนประเทศไทยเป็นนักเรียนทุนวิจัยไปศึกษา สาขาสังคมศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยการศึกษาเกียวโต ภายใต้ทุนรัฐบาลญี่ปุ่น AIEJ (Association international of Education in Japan) เป็นระยะเวลา 1 ปี

ประสบการณ์จากญี่ปุ่น

เมื่อพี่แมะได้กลับมาจากการเรียนที่ญี่ปุ่นก็มาเรียนต่อจนจบปริญญาตรี พี่แมะไม่ได้เข้าทำงานในสายนิเทศศาสตร์ตามที่ได้ร่ำเรียนมา แต่ได้ใช้ความรักและประสบการณ์การใช้ชีวิตที่สัมผัสกับวัฒนธรรมญี่ปุ่นโดยตรง เริ่มเข้าทำงานบริษัทญี่ปุ่น ในตำแหน่งล่าม-เลขานุการก่อน และพี่แมะก็ทราบดีว่า ผู้รู้ภาษาญี่ปุ่นจะหางานและมีค่าตอบแทนที่สูงกว่า ผนวกกับค้นพบตัวเองว่าตอนได้ฝึกงานกับสำนักข่าวของญี่ปุ่น ตัวเองไม่มีความถนัดหรือชอบทำงานทางสายนิเทศศาสตร์เท่าไหร่นัก แต่กลับชอบทำงานที่ได้พบปะผู้คน และได้ใช้ภาษาญี่ปุ่นประสานงานกับญี่ปุ่นมากกว่า

เมื่อได้เริ่มทำงานเป็นเลขาและล่ามภาษาญี่ปุ่น ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของสายงานนี้ เราได้เข้าทำงานในบริษัทญี่ปุ่นเล็ก ๆ แห่งหนึ่งที่ตกอยู่ในภาวะวิกฤตที่ขาดทุนมาโดยตลอด ต้องรับหน้าที่เพิ่มขึ้นดูแลงานฝ่ายบุคคลและธุรการ บัญชี งานนำเข้า-ส่งออก งานวางแผนและจัดซื้อ เรียกว่า ต้องทำแทบทุกอย่าง จึงทำให้ได้ทักษะเรื่องการบริหารจัดการและมองเห็นภาพระบบงานโดยรวมทั้งหมดของบริษัทที่เป็นโรงงานอุตสาหกรรมการผลิต รวมทั้งความรู้เรื่องกฎหมายแรงงาน จนเป็นผู้ร่างแก้ไขปรับปรุงกฎระเบียบข้อบังคับของบริษัทด้วยตัวเอง จนบริษัทปิดตัวไป

หลังจากนั้นก็ได้รับโอกาสทำงานกับองค์กรญี่ปุ่นขนาดใหญ่ที่มีระบบระเบียบ เป็นล่ามญี่ปุ่นให้กับผู้ตรวจติดตามของระบบมาตรฐานต่างๆ เช่น ระบบการบริหารจัดการ ISO / SAFETY / ENVIRONMENT และอื่นๆที่เกี่ยวข้อง ความรับผิดชอบไม่มากเหมือนบริษัทขนาดเล็ก แต่ก็ได้เรียนรู้งานระบบขององค์กรที่มีมาตรฐานเชิงลึก ได้รับโอกาสไปฝึกอบรมพัฒนาทักษะ ความรู้ ความสามารถในเรื่องต่างๆ โดยเฉพาะแนวความคิดแบบองค์กรญี่ปุ่นจนนำความรู้ ประสบการณ์ต่าง ๆ ที่ได้มาประยุกต์ใช้ในการทำงานจริงมาตลอด

ญี่ปุ่นไม่ได้ดีและสวยงามทุกคนไป

แม้พี่แมะจะเป็นคนมองโลกในแง่ดี คิดบวก แต่ประสบการณ์การทำงานในบริษัทหลายรูปแบบ และได้เจอคนญี่ปุ่นทั้งที่เป็นเจ้านายและเพื่อนร่วมงานในหลากรูปแบบเช่นกัน สิ่งที่พี่แมะพูดให้น่าคิดก็คือ “คนญี่ปุ่นไม่ได้ดีและสวยงามทุกคนไป”

แต่พี่แมะก็พูดในแบบคนคิดบวกว่า “ขอบคุณที่เราได้เจอรูปแบบทุกอย่างจริง ๆ ถ้าไม่เจอคนพวกนี้ก็ไม่ทำให้เราโตขึ้นมาได้ เพราะนั่นเป็นสิ่งที่ทำให้เข้ามาในสายเลือดของพี่แมะและส่งผลมาถึงการทำงานจนปัจจุบันคือ ทำให้รู้ว่าต้องบริหารจัดการอย่างไรที่มันจะลงตัวที่สุด”

คนญี่ปุ่นที่ไม่สวยงามซึ่งพี่แมะได้พบเจอและยกตัวอย่างขึ้นมา จากประสบการณ์ในองค์กรญี่ปุ่นแห่งหนึ่ง ผู้บริหารสูงสุดเป็นคนญี่ปุ่นที่เติบโตมาจากระดับปฏิบัติการ สายงานการผลิต จากช่างแม่พิมพ์ที่เก่งเพียงเรื่องงานจริงๆเท่านั้น แต่เพียงแค่ทำงานอยู่มายาวนาน ได้รับความไว้วางใจจากบริษัทแม่ที่ญี่ปุ่น ส่งมาดำรงตำแหน่งเป็น ผู้บริหารระดับสูง มาประจำที่เมืองไทย เป็นผู้บริหารที่มีอำนาจสูงสุด ไม่ได้ผ่านกระบวนการเรียนรู้อย่างมีระบบ ขาดทักษะการบริหารจัดการที่ดี ไม่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล ขาดจริยธรรมในการทำงาน ใช้กฎเกณฑ์ของความพึงพอใจตนเองเป็นที่ตั้ง เลือกปฏิบัติ พูดจาดูถูกเหยียดหยามด่าทอ เลิกจ้างลูกจ้างคนไทยแบบไม่เป็นธรรม ไม่รู้จักกับคำว่า หลักธรรมาภิบาลเพื่อความยั่งยืนเป็นอย่างไร สร้างแต่ผลงานที่ฉาบฉวย สนใจแต่ตัวเลขผลกำไร โดยไม่คำนึงถึงความมีมนุษยธรรม กล่าวง่ายๆ คือ ไม่เห็นคุณค่าของความเป็นคน(ไทย) มองลูกจ้างเสมือนสิ่งของที่ไร้จิตวิญญาน อยากจะลดต้นทุนก็เลิกจ้างไม่เป็นธรรมอย่างเดียว คิดว่าเรื่องการลดคน ลดค่าจ้าง เป็นเรื่องธรรมดาเรื่องแรกที่ตัดสินใจสามารถลดต้นทุนก่อนเรื่องอื่นเสมอ ( พี่แมะกระซิบว่า….แต่ในทางกลับกันผู้บริหารที่เป็นผู้นำยังเสวยสุขเก็บเกี่ยวแต่ผลประโยชน์ของตัวเอง เห็นแก่ตัว ไม่มีความเป็นผู้นำที่มีสปิริตเสียสละโดยส่วนรวมเพื่อองค์กรเลย มีแต่นั่งเขียนรายงานบริษัทแม่ให้ตนเองดูดีอย่างเดียว )

เมื่อพี่แมะเห็นสิ่งที่รับไม่ได้ คือ การไม่มีมนุษยธรรม ไม่มีความเห็นอกเห็นใจ ไม่เห็นคุณค่าของคน จึงได้ใช้ กลยุทธน้ำซึมบ่อทราย ผลักดันให้เกิดสหภาพแรงงานขึ้น เพื่อเป็นช่องทางในการเจรจาสื่อสารทำความเข้าใจ สร้างแรงงานสัมพันธ์ที่ดี แทนที่จะหนีจากปัญหาด้วยการลาออก ทั้งๆที่ตนเองก็สามารถหางานใหม่ได้ง่าย และค่าตอบแทนก็สูงกว่าตำแหน่งอื่น แต่เพราะอยากช่วยคนที่มีตำแหน่งด้อยกว่าหรือลำบากกว่า โดยเฉพาะลูกจ้างคนไทยที่ใช้แรงงาน

เราต้องบอกคนต่างชาติที่มาลงทุนในบ้านเรารู้ว่า ความเป็นคน(ไทย) มีคุณค่าและศักดิ์ศรี มีชีวิตจิตใจ ซึ่งพี่แมะถ่ายทอดออกมาด้วยอารมณ์ที่หนักแน่นมากเลยว่า “ คุณเป็นคนต่างชาติมาลงทุนเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากบ้านฉัน คุณไม่มีสิทธิ์มาเหยียดหยามคนบ้านฉัน เมื่อคุณมาลงทุนอาศัยที่ประเทศฉันคุณก็ควรให้ความเคารพและให้เกียรติในศักดิ์ศรีซึ่งกันและกัน สำหรับเราหลักการบริหารคนไทย คือ ใช้ใจเป็นที่ตั้ง แตกต่างกับคนญีปุ่น ที่มักทำงานเหมือนหุ่นยนต์ที่ชอบทำงานตามคำสั่งเป็นหลัก ” จากประสบการณ์ดังกล่าวนี้พี่แมะจึงพบว่า ญี่ปุ่นไม่ได้สวยหรูและดีไปเสียทุกคน

แต่ในทางกลับกันเราก็ไม่ได้เสียศรัทธากับคนญี่ปุ่น เพราะสัจธรรมความเป็นจริงทุกสังคมก็มีทั้งคนดีและไม่ดีปะปนไป เหมือนอากาศมีทั้งท้องฟ้าที่แจ่มใส และมีพายุเมฆฝน เช่นเดียวกับชีวิตเราเองก็มีโอกาสได้พบเจอกับคนที่ดี คนที่เก่ง มีน้ำใจ ช่วยเหลือเราอย่างเต็มที่ด้วยเช่นกัน

ฝันเป็นภาษาญี่ปุ่นเมื่อไรคือประสบความสำเร็จ

ได้เห็นว่าพี่แมะเป็นคนคล่องแคล่ว มองโลกในแง่ดี เลยได้ถามถึงความเครียดกับความกังวลในการทำงานว่ามีหรือไม่ พี่แมะได้บอกว่าสมัยทำงานใหม่ ๆ ก็มี เพราะตัวเองไม่ได้จบเอกภาษาญี่ปุ่นมาโดยตรง รวมถึงไม่ได้มีความรู้ทางด้านวิศวกรรม เมื่อต้องมาเจอภาษาญี่ปุ่นซึ่งเป็นศัพท์เฉพาะทางแล้วแปลไม่ได้ก็เกิดความเครียด เราต้องฝึกฝน ขยันไคว่คว้าหาความรู้เสมอ ในอดีตเคยมีรุ่นพี่ที่เรียนภาษาญี่ปุ่นบอกว่า เมื่อไรคุณฝันเป็นภาษาญี่ปุ่นได้เมื่อไรถือว่าคุณประสบความสำเร็จแล้ว ดูเป็นเรื่องขำขัน แต่ก็ไม่น่าเชื่อว่าเกิดวันนั้นขึ้นจริง ๆ พอสามารถฝันเป็นภาษาญี่ปุ่นได้ก็เหมือนเกิดความมั่นใจ มีกำลังใจและไม่ท้อ กล้าคิด กล้าแสดงออก มีความมุ่งมั่นตั้งใจ ไม่ท้อถอยเมื่อเกิดอุปสรรค อะไรยิ่งเจอก็ยิ่งชน เพราะเราได้ข้ามผ่านปัญหาและอุปสรรคมามากพอแล้ว

เส้นทางสู่การทำงานฝ่ายทรัพยากรบุคคล

จากการทำงานเป็นล่าม-เลขานุการ ทำให้พี่แมะได้รับประสบการณ์ความรู้หลากหลายมิติ รวมถึงการทำงานทั้งองค์กรเล็กและองค์กรใหญ่ ประสบการณ์ที่ได้ต่างกัน ได้เรียนรู้ภาพโดยรวมของระบบการทำงานทุกแผนกจากองค์กรเล็ก ได้เรียนรู้การวางระบบบริหารจัดการที่มีมาตรฐานจากองค์กรใหญ่ อีกทั้งยังผ่านประสบการณ์ที่ต้องกล้าหาญลุกขึ้นชนกับนายจ้างญี่ปุ่นที่ขาดมนุษยธรรม จนตนเองมีความมั่นใจว่ามีคุณสมบัติที่ดีพอที่จะทำงานในสายงานทรัพยากรบุคคลได้อย่างภาคภูมิใจ

สำหรับตำแหน่งและที่ทำงานในปัจจุบัน คือ ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายทรัพยากรบุคคลและธุรการ บริษัท ไทย ไดโซ จำกัด อายุงาน 15 ปีกว่าแล้ว เมื่อเข้ามารับบทบาทหน้าที่ฝ่ายทรัพยากรบุคคลฯ ของบริษัท ต้องเผชิญกับปัญหาช่องว่างการสื่อสาร การทำความเข้าใจ แนวความคิดในข้อแตกต่างระหว่าง กฎหมาย กฎระเบียบ สังคม ค่านิยม ประเพณี และวัฒนธรรมการทำงานระหว่างไทยกับญี่ปุ่น โดยมีทั้งความเหมือนและแตกต่างกัน

หากกล่าวถึง การบริหารทรัพยากรบุคคลสไตล์ญี่ปุ่น การเติบโตในสายอาชีพ การพัฒนาพนักงานจะวัดจากคุณภาพเป็นหลัก ไม่ค่อยสนใจว่าจะจบการศึกษาในสายบริหาร หรือวิชาชีพ ที่ไหน สาขาใด เหมาะสมกับตำแหน่งที่รับสมัครหรือไม่ แต่มีแนวความคิดว่าเมื่อเริ่มรับคนเข้าทำงานแล้วสามารถสอนงานได้ และจะส่งเสริมให้มีการพัฒนาคนตลอดเวลาด้วยการมุ่งเน้นการลงมือปฎิบัติมากกว่าใช้หลักทฏษฎี คนส่วนใหญ่จะอยู่ในตำแหน่งเดิมไม่เกิน 4 ปี แล้วมีการปรับเปลี่ยนโยกย้ายตำแหน่งข้ามสายงานเพื่อเรียนรู้งานอย่างช้าๆเพื่อให้เกิดความหลากหลาย ในขณะที่คนไทยเรามุ่งเน้นเรื่องการบรรจุคัดเลือกและพัฒนาคน โดยดูตั้งแต่วุฒิการศึกษาให้สอดรับกับตำแหน่งที่รับสมัครและมักจะทำงานในตำแหน่งในสายงานเดิมยาวนานเริ่มแต่ระดับปฏิบัติการถึงระดับบริหารไม่เปลี่ยนตำแหน่งโครงสร้างบริษัทแบบข้ามสายงาน จากประเด็นการบริหารทรัพยากรบุคคลในรูปแบบที่แตกต่างกันนี้ มีผลต่อการพัฒนาโดยรวมขององค์กร เพราะบางครั้งการโยกย้ายตำแหน่งแบบข้ามสายงาน อาจส่งผลกระทบต่อสภาพการจ้างที่ลูกจ้างคนไทยไม่ค่อยคุ้นชิน ถึงขั้นส่งผลทำให้เกิดปัญหาข้อขัดแย้งทางด้านแรงงานสัมพันธ์ได้ นอกจากนั้น การบริหารทรัพยากรแนวใหม่จะมุ่งเน้นเรื่อง HUMAN CAPITAL หมายถึง ทุนมนุษย์ คือ การดึงศักยภาพที่มีอยู่ภายในของคนให้สร้างคุณค่าโดยมุ่งเน้นความสำคัญกับการบริหารจัดการคนให้เกิดมูลค่าสูงสุด มากกว่า เพียงคำว่า การใช้เรงงาน เท่านั้น

แต่ทั้งนี้ การพัฒนาคนสไตล์ญี่ปุ่นยังมีจุดอ่อน คือ วัฒนธรรมการสร้างทีมเวิร์ค เป็นวัฒนธรรมที่เห็นชอบทำในรูปแบบเดียวกัน แต่ถ้าใครผิดแปลกแหวกแนว โดดเด่นมากๆ จะถูกอิจฉา และโดยสะกัดกั้นการเติบโตก้าวหน้าในสายอาชีพ ด้วยเหตุนี้จึงส่งผลให้การบริหารทรัพยากรบุคคลที่เป็นคนกลุ่มอัจฉริยะหรือที่เรียกว่า Talent ในยุคนี้ที่สำคัญ เป็นบุคลากรที่เรียนรู้เร็ว ต้องการการเติบโตแบบเขย่งก้าวกระโดด ไม่สามารถรักษา หรือบริหารจัดการให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้ พี่แมะในฐานะที่เราเป็นผู้บริหารจัดการทรัพยากรบุคคล ประเด็นนี้ก็ถือเป็นอุปสรรคหนึ่งที่ไม่เกิดแนวทางความคิดสร้างสรรค์แบบใหม่ๆได้ เพราะติดกับดักในกรอบ ทำให้ความก้าวหน้าและการพัฒนาขององค์กรล่าช้าไปด้วย

กลยุทธป่าล้อมเมือง

เทคนิควิธีการที่พี่แมะใช้ทำให้ญี่ปุ่นยอมรับวัฒนธรรมการจ้างงานของไทย รวมถึงเป็นการรักษาสิทธิ์ให้กับแรงงานไทยนั้น พี่แมะรู้จากประสบการณ์การทำงานว่าญี่ปุ่นให้ความสำคัญเคารพกับตัวบทกฎหมายกับระเบียบข้อบังคับของทางราชการเป็นอย่างยิ่ง จึงใช้กลยุทธ์ป่าล้อมเมือง คือ การสร้างสัมพันธ์อันดีกับหน่วยงานราชการภายนอกไว้ทั้งหมด ทั้งการพาคนญีปุ่นในองค์กรไปมีส่วนร่วมกับภายนอก แล้วให้หน่วยงานภายนอกเข้ามาผลักดันให้ผู้นำญี่ปุ่นขององค์กรเกิดมีการส่วนร่วม เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างความสัมพันธ์และความเข้าใจให้เขารู้จักการเรียนรู้สังคมไทยเรา เพราะหากเรามานั่งอธิบายเองเขาก็ไม่มีวันจะเข้าใจ และเจ้านายจะไม่เชื่อเรา แต่เมื่อใดเป็นบุคคลที่สามที่มีบทบาท และอิทธิพลต่อองค์กรเรา จะทำให้มีน้ำหนักความน่าเชื่อถือมากกว่าเราและเจรจาต่อรองได้โดยง่ายกว่า

พี่แมะได้เล่าตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมให้ฟัง เช่น มีเจ้าอาวาสวัดมาจากในละแวกใกล้กับโรงงาน มาบอกบุญโดยนำซองผ้าป่ามาให้ที่โรงงาน ตนเองก็คิดว่าน่าจะเป็นการทำกิจกรรมร่วมกันที่ถูกจริตคนไทยและสร้างความสมานฉันท์ได้เป็นอย่างดี แต่ญี่ปุ่นซึ่งเป็นประเทศรัฐโลกวิสัย ( Secular state คือ รัฐหรือประเทศที่เป็นกลางทางด้านศาสนา ไม่สนับสนุนหรือต่อต้านความเชื่อหรือการปฏิบัติทางศาสนาใด ๆ จะปฏิบัติต่อประชาชนอย่างเท่าเทียมไม่ว่าจะนับถือศาสนาใดก็ตาม) ไม่ได้ให้ความสำคัญในเรื่องเหล่านี้ จึงใช้วิธีการบอกเจ้านายว่า ทางหน่วยงานราชการเป็นผู้จัดโครงการนั้นๆขึ้นมา บอกว่าเป็นเรื่องที่สำคัญ และเขาได้ให้เกียรติคัดเลือกเชิญทางบริษัทเราเข้าร่วม ทำให้สัมพันธภาพระหว่างหน่วยงานราชการหรือหน่วยงานภายนอกกับองค์กรของเรามีแนวโน้มที่ดีขึ้น มีการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน มีการประสานและพัฒนางานควบคู่กันเชิงบวก ส่งผลให้เกิดภาพพจน์ที่ดีขององค์กรอีกเช่นกัน นอกจากนั้นยังทำให้เขาเข้าใจในสิ่งที่เราต้องการให้เขาในฐานะคนต่างชาติได้สัมผัสหรือรับทราบในสิ่งที่เราไม่สามารถเล่าหรืออธิบายได้ดีอีกด้วย

จากประสบการณ์โดยรวมทางด้านแรงงานสัมพันธ์ที่ผ่านมา ส่วนตัวแล้วจะเห็นว่าเราประสบปัญหาที่เคยเห็นบางแห่งนายจ้างใจดีเกินไปก็จะเกิดการเรียกร้องเกินเลยไม่มีสิ้นสุด หรือถ้านายจ้างเคี่ยวจนเกินไปสภาพการทำงานก็จะกลายเป็นโรงงานนรกคนทำงานไม่มีความสุข การสร้างสมดุลให้เกิดขึ้นให้ได้เราต้องหาเครื่องมือที่เกี่ยวข้องกับ ประสิทธภาพ ประสิทธิผล ของทั้งองค์กรและพนักงาน โดยจะต้องใช้หลักแรงงานสัมพันธ์ อ้างอิง กรณีศึกษา ข้อเท็จจริง แหล่งที่มา กฎหมาย กฎระเบียบ ข้อบังคับ หรือข้อกำหนดต่างๆ ที่เป็นมาตรฐานสากล มาใช้เป็นแนวทางและเครื่องมือในการบริหารเพื่อช่วยปรับสมดุลมาตรฐานระหว่างนายจ้างให้มีบรรลุวัตถุประสงค์ร่วมกันทั้งสองฝ่าย

กลยุทธน้ำซึมบ่อทราย

นอกจากนี้พี่แมะก็ยังใช้กลยุทธน้ำซึมบ่อทรายที่เคยประสบความสำเร็จเข้ามาปรับใช้โดยภาพรวม เราจะถามความต้องการของเจ้านายว่าอยากให้บริษัทเป็นไปในแนวทางไหน แล้วจัดการให้โดยนำเสนอวิธีการที่ถูกจริตกับคนไทย เช่น มีเป้าหมายว่าจะทำตามเป้าแบบนี้ให้ได้ ก็บอกว่าจะจัดการกระตุ้นพนักงานให้แต่ถ้าสำเร็จเจ้านายนายต้องเลี้ยงข้าวพนักงาน ตั้งเป็นรางวัล ต้องทำตัวมีสองบทบาทคือเป็นทั้งลูกจ้างทำตามความต้องการเจ้านาย แต่ก็ต้องปกป้องสิทธิของลูกจ้างเพื่อนร่วมงานด้วยกัน คือ ต้องสร้างสมดุลไม่ให้เกิดความขัดแย้ง WIN WIN ทั้งสองฝ่าย ไม่ใช่ว่าลูกจ้างเอะอะอะไรก็ประท้วงหยุดงาน นายจ้างก็ต้องไม่เอาเปรียบจนเกินไป เราต้องดูว่านายจ้างต้องการอะไร ในขณะเดียวกันก็ต้องทราบด้วยว่าลูกจ้างซึ่งเป็นเพื่อนร่วมงานต้องการอะไร เพราะเราก็เป็นลูกจ้างด้วยเช่นกัน เพื่อหาจุดให้มีความสุขทั้งสองฝ่าย แล้วก็หาโจทย์มาทำร่วมกัน พี่แมะจึงได้นำเครื่องมือและปัจจัยหลักสำคัญที่ใช้ คือ การขับเคลื่อนองค์กรสุขภาวะ HAPPY WORKPLACE ของ สสส มาเป็นแนวทางการบริหารทรัพทยากรบุคคลขององค์กร

“เราก็จะบอกลูกจ้างว่าที่เราอยู่กันนี้ไม่ใช่บริษัทแต่เป็นบ้านของคุณ เมื่อใดที่คุณไม่ทำก็เท่ากับว่าคุณทุบหม้อข้าวของตัวเอง ให้คิดว่าบริษัทเป็นบ้านหลังที่สอง ซึ่งบางทีใช้เวลาอยู่มากกว่าบ้านของตัวเองด้วยซ้ำ ถ้าอยากทำให้บ้านหลังนี้มีความสุข บ้านหลังนี้อบอุ่น ก็ขึ้นอยู่กับคุณซึ่งเป็นสมาชิกในบ้าน ประธานบริษัทก็เหมือนพ่อบ้านที่ต้องคอยหาเงินมาเลี้ยงคนในครอบครัว พวกเราต้องช่วยกันสร้างบ้านหลังนี้ให้น่าอยู่และเป็นที่พึ่งพาอาศัยร่วมกันอย่างมีความสุขได้”

สร้าง “บ้าน” โดยการซื้อใจคน

การจะสร้างบ้านหลังที่สองให้สมบูรณ์พี่แมะใช้วิธีซื้อใจคน เมื่อเป็นผู้ที่เข้าใจวัฒนธรรมทั้งสองฝ่ายครึ่งหนึ่งต้องเป็นญี่ปุ่นและอีกครึ่งหนึ่งต้องเป็นไทย แล้วหาจุดร่วมตรงกลางที่ได้สมดุลเพื่อสร้างบ้านให้ทุกคนมีสุขให้ได้

“เมื่อเรารู้วัฒนธรรมการทำงานของญี่ปุ่น เราก็ซื้อใจเจ้านายโดยการแสดงให้เห็นเลยว่าเราทุ่มเทให้กับงานที่บริษัท เมื่อเขาต้องการเรียกใช้หรือเกิดปัญหาอะไรก็สามารถที่จะเข้ามาแก้ไขให้ในทันทีแม้จะเป็นนอกเวลางานไปแล้ว อยู่ทำงานร่วมกับเขาแม้ว่างานส่วนของเราเสร็จแล้วก็ตาม เพื่อให้ญี่ปุ่นเขาเชื่อและไว้ใจในตัวเรา และสำหรับคนไทยเราผู้เข้าใจวัฒนธรรมญี่ปุ่นเราก็ทำให้เขาดูเป็นตัวอย่างว่าเราซึ่งเป็นคนไทยก็สามารถทำงานแบบวัฒนธรรมญี่ปุ่นได้ เพื่อจะบอกว่าถ้าเราทำให้เขาได้เขาก็จะเชื่อใจไว้ใจเรา แต่เราก็ต้องดูว่าถ้าอย่างไหนมันมากเกินไป ก็ต้องบอกเจ้านายคุยกับเจ้านายให้ปรับลงมา การที่เราจะพูดให้เจ้านายให้เชื่อเราได้เราก็ต้องทำให้เจ้านายเขาไว้ใจเรา แล้วเมื่อเราพูดอะไรเขาก็จะเชื่อเรา แต่ไม่ได้เป็นในลักษณะประจบสอพลอแบบวัฒนธรรมการทำงานของคนไทยด้วยนะ เพราะไม่เช่นนั้นคนไทยด้วยกันก็จะไม่ชอบเราไม่เชื่อเรา”

“เราต้องคอยบอกเจ้านายให้ซื้อใจคนไทยแล้วเขาจะทำให้ตามที่เราต้องการ ต้องคอยไปมีส่วนร่วมกับเขา อย่าทำตัวอยู่บนหิ้ง ต้องดึงให้คนข้างบนเข้ามาอยู่กับคนข้างล่าง ให้เขามีความรู้สึกว่าการสร้างบ้านฐานรากมีความสำคัญ ถ้าฐานรากไม่แข็งแรงบ้านก็ตั้งอยู่ไม่ได้”

การสร้างบ้านหลังที่สองหรือที่ทำงานให้มีสุขนั้น การสื่อสารและทัศนคติที่ดีจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก ต่างฝ่ายต้องเปิดใจเข้าใจซึ่งกันและกัน รู้เขารู้เรา เข้าใจเขาเข้าใจเรา สอนให้เขามองโลกในแง่บวก เพื่อสิ่งที่ได้รับกลับมาจะได้เป็นบวกกับเราและองค์กรเสมอ ด้วยเหตุนี้เราจึงพยายามใช้การบริหารแบบ CROSS CUTURE คือ การบริหารแบบข้ามวัฒนธรรมมาปรับใช้กับองค์กรจนถึงปัจจุบัน และใช้สโกแกนขององค์กรที่เข้าใจง่ายที่เจ้าของกิจการมอบให้กับคำว่า

ZEN SHA ICHI GAN 全社一丸 รวมพลังเป็นหนึ่งมุ่งสู่จุดหมาย

เป็นศูนย์รวมสร้างพลังทางใจของสมาชิกในองค์กร เสมอมา

Share this Contents

Recommend

ติดต่อ Meeit.biz

หากท่านต้องการที่จะเข้าร่วมเป็นพาร์ทเนอร์ของ Meeit.bizหรือมีคำถามใด ๆ เกี่ยวกับ Meeit.biz

กรุณาติดต่อเราจากลิงค์ด้านล่าง

ติดตาม Meeit.biz

© Copyright 2019 Meeit.biz